เผยหมดเปลือก ทำความรู้จักกับรอยแผลเป็นจากสิวแบบละเอียดยิบ

สำหรับปัญหารอยแผลเป็นจากสิว หลายคนอาจจะรู้แค่มันคือ รอยที่เกิดขึ้นหลังสิวหายใช่ไหมล่ะคะ? แต่ความจริงแล้วรอยเหล่านี้บนใบหน้าของเรายังแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกหลายชนิด ทั้งแต่ละชนิดก็ยังมีวิธีดูแลรักษาที่ไม่เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพอเราพยายามดูแลรอยแผลเป็นจากสิวตามวิธีที่คนอื่นแนะนำ แต่รอยของเราก็ไม่ยอมหายสักที เพราะนั่นอาจหมายถึงบนใบหน้าของเราเป็นรอยแผลเป็นจากสิวคนละชนิดกับเขา หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเรากำลังรักษาไม่ตรงจุดนั่นเองค่ะ

ทำความรู้จักกับรอยแผลเป็นจากสิวแบบละเอียดยิบ

รอยเหล่านี้นับเป็นรอยแผลเป็นชนิดหนึ่ง แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่กับจิตใจก็ไม่แน่ใช่ไหมล่ะ มันคงกวนใจไม่น้อยที่ผิวของเราต้องมีร่องรอยด่างพร้อยเป็นอุปสรรคความสวย ทำให้แต่งหน้าก็ยาก ทั้งยังทำให้สีผิวดูไม่สม่ำเสมออีกด้วย

ซึ่งส่วนใหญ่รอยแผลเป็นจากสิวจะเกิดขึ้นหลังจากสิวอุดตันหายแล้ว สามารถแบ่งรอยสิวออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. รอยนูน หรือ Hypertrophic Scars

รอยนูนเกิดจากเมื่อสิวหาย ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเพื่อสมานแผล แต่กลับสร้างขึ้นมามากเกินไปจนทำให้เกิดรอยแผลนูนขึ้นบนผิวหนัง มักเกิดขึ้นกับสิวบริเวณหน้าอก ใต้กราม หรือหลัง โดยรอยนูนที่เกิดขึ้นจะมีสีออกแดง ๆ หรือเข้มกว่าสีผิวจริง และจะมีขนาดกว้างพอ ๆ กับเม็ดสิวที่เป็นต้นเหตุ อาจมีอาการคันและระคายเคืองในช่วงแรกที่เป็น และหากปล่อยไว้นาน ๆ รอยนั้นอาจมีขนาดกว้างขึ้นจนกระจายไปสู่เนื้อเยื่อรอบ ๆ และอาจมีขนาดหนาขึ้นกว่าเดิมจนนำไปสู่การเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้

  1. รอยหลุม หรือ Atrophic Scars

รอยหลุมเป็นรอยที่รักษาได้ยากที่สุดและใช้เวลามากที่สุด เนื่องจากเป็นแผลเป็นที่กินลึกลงไปในชั้นผิว มีสีใกล้เคียงกับสีผิวปกติเพียงแต่ผิวหน้าจะเป็นหลุมลึกลงไป ทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน เกิดจากการที่คอลลาเจนใต้ชั้นผิวบริเวณนั้นถูกทำลาย โดยรอยสิวแบบหลุมยังสามารถแบ่งออกได้อีก 3 ประเภทย่อยตามขนาดความลึกของหลุม ได้แก่ หลุมสิวแบบคลื่น หลุมสิวแบบกล่อง และหลุมสิวแบบจิกลึก ซึ่งวิธีรักษาของหลุมสิวแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันออกไป หลุมสิวแบบจิกลึกรักษาได้ยากที่สุดเพราะรอยแผลที่มีความลึก ในขณะที่หลุมสิวแบบคลื่นและแบบกล่องจะรักษาได้ง่ายกว่า เพราะถึงแม้ปากหลุมจะกว้าง แต่รอยแผลไม่ได้เกิดขึ้นลึกลงไปในชั้นผิวมาก

  1. รอยทั่วไป หรือ Dark Spots

หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อรอยดำและรอยแดงจากสิว รอยประเภทนี้พบเห็นได้บ่อย เนื่องจากเกิดขึ้นง่ายและรักษาได้ง่ายที่สุด ลักษณะของรอยจะเรียบไปกับผิว ช่วงแรก ๆ จะเป็นสีแดง จากนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือมีสีเข้มขึ้น (แต่ถ้าบริเวณรอยสิวมีอาการบวมช้ำจากการเค้น บีบ แกะ เกา ก็จะเกิดเป็นรอยแดงนานขึ้นได้)

รอยดำหรือรอยแดงจากสิวมีสาเหตุมาจากการอักเสบที่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นสิว ขณะที่เป็นสิวร่างกายจะมีการหลั่งสารอักเสบออกมาที่ใต้ผิวหนัง บริเวณที่เกิดการอักเสบจึงมีการผลิตเม็ดสีเมลานินขึ้นมาจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นรอยสิวสีเข้มขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะช่วยให้รอยดำรอยแดงเกิดได้มากขึ้นก็ได้แก่ พฤติกรรมบีบสิว แกะสิว หรือการทำให้ผิวบริเวณที่เป็นสิวอักเสบมากขึ้น มีผลให้รักษาได้ยากขึ้น โดยลักษณะความเข้มและสีของรอยสิวจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการอักเสบ ยิ่งอักเสบมาก รอยดำรอยแดงจากสิวก็ยิ่งเข้มและหายช้า

ทำอย่างไรถึงจะรักษารอยแผลเป็นจากสิวอย่างตรงจุด?

เมื่อเราทราบความแตกต่างของรอยแผลเป็นจากสิวแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปก็คือ การวิเคราะห์ว่ารอยบนใบหน้าของเราเป็นรอยประเภทไหน (เพราะหากเราเป็นรอยชนิดหลุม แต่ไปใช้วิธีรักษาของคนที่เป็นรอยดำรอยแดงก็คงไม่มีทางหายถูกไหมคะ) จากนั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าตัวเองกำลังประสบกับปัญหารอยแผลเป็นจากสิวชนิดไหน ต่อไปก็ไปหาวิธีการรักษาอย่างตรงจุดกันค่ะ

  • วิธีรักษารอยนูน

สำหรับรอยนูนสามารถรักษาได้โดยการใช้ครีมรักษารอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของวิตามินอี เพื่อกระตุ้นให้ผิวหนังเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวบริเวณนั้น ๆ ให้เร็วขึ้น ถ้าใครที่เพิ่งเป็นรอยสิวนูนใหม่ ๆ ก็สามารถรักษาได้ด้วยการใช้เจลซิลิโคนช่วยประคบเพื่อไม่ให้รอยแผลขยายกว้างขึ้น และนอกจากนี้ยังสามารถเข้ารับการรักษากับแพทย์ผิวหนังโดยการฉีดยาในกลุ่มสเตียรอยด์อย่างคอร์ติโซนที่ออกฤทธิ์ลดขนาดรอยแผลเป็นที่นูนให้เล็กและอ่อนนุ่มลงได้ เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้รอยลุกลามไปมากกว่าเดิม แต่วิธีนี้จำเป็นต้องรักษากับแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ

  • วิธีรักษารอยหลุม

รอยประเภทนี้จะรักษาค่อนข้างยาก จึงจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยวิธีรักษาก็มีตั้งแต่การทำเลเซอร์เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว การตัดพังผืดหลุมสิว การฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว หรืออาจจะรักษาด้วยการใช้ครีมรักษารอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของสารในกลุ่มเรตินอยด์อย่าง เรติน-เอ ก็ช่วยได้ค่ะ แต่ก่อนรักษาเราจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินก่อนนะคะ ว่าหลุมสิวของเราเป็นหลุมสิวชนิดไหน เพราะแต่ละชนิดก็จะมีวิธีรักษาที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไปค่ะ

  • วิธีรักษารอยดำและรอยแดงจากสิว

อย่างที่อธิบายในข้างต้นไว้ว่ารอยทั่วไปเกิดขึ้นได้ง่ายและรักษาได้ง่าย แต่คำว่าง่ายนี้ก็คือง่ายเมื่อเปรียบเทียบกับรอยอีกสองชนิดที่เหลือนะคะ นั่นจึงหมายความว่าการรักษารอยแผลเป็นจากสิวชนิดนี้ก็จำเป็นต้องใช้เวลาและความดูแลเอาใจใส่ไม่แพ้กัน โดยวิธีรักษาสามารถทำได้โดยการทาครีมที่มีส่วนผสมของสารในกลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) และ AHA เพื่อช่วยยับยั้งการสร้างเมลานินในชั้นผิว เพื่อทำให้รอยดำหรือรอยแดงจากสิวค่อย ๆ หายไป เพียงแต่วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลานานในการเห็นผล และจำเป็นต้องทายาอย่างต่อเนื่องทุกวันเพื่อให้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงค่ะ

ด้วยเหตุนี้จึงมีใครหลายคนเลือกที่จะหันมาพึ่งอีกวิธีที่เห็นผลได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่าในการรักษารอยแผลเป็นจากสิว นั่นคือวิธีเลเซอร์ค่ะ ซึ่งเครื่องเลเซอร์ที่ใช้สำหรับจัดการรอยสิวก็มีหลายรุ่น หลายประเภทด้วยกัน แต่ละรุ่นก็จะมีข้อดีและข้อเสีย รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างกันออกไป

วิธีจัดการรอยแผลเป็นจากสิวแบบตรงจุดและให้ผลลัพธ์แบบเร่งด่วน

พิโคชัวร์เป็นเครื่องเลเซอร์รุ่นล่าสุดที่ถูกพัฒนามาเพื่อจัดการปัญหารอยดำ รอยแดง และหลุมสิว สาเหตุที่เครื่องนี้เหมาะสำหรับใช้จัดการปัญหารอยแผลเป็นจากสิวมากที่สุด นั่นเพราะเป็นเครื่องเลเซอร์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อจัดการปัญหาเม็ดสีที่ผิดปกติในชั้นผิวโดยเฉพาะ สามารถส่งพลังงานแสงความถี่สูงที่ความเร็ว 1 ต่อล้านล้านวินาที โดยไม่สะสมความร้อนในผิว จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์นหลังทำ ทั้งยังได้จัดการเม็ดสีแบบเจาะจงลึกถึงชั้นใต้ผิว และด้วยความถี่ระดับนี้ เม็ดสีที่ถูกทำลายจะแตกตัวละเอียดกว่าที่เครื่องเลเซอร์รุ่นอื่น ๆ เคยทำได้ มีผลให้เม็ดสีถูกขับจากร่างกายได้ง่ายขึ้น หลังเม็ดสีเหล่านี้ถูกทำลายก็จะถูกขับออกจากร่างกายตามกระบวนการธรรมชาติ จึงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายในภายหลัง

นอกจากนี้แสงเลเซอร์ยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้นอกจากรอยดำรอยแดงจะลดลงแล้ว ผิวยังมีความเฟิร์ม กระชับ แลดูสุขภาพดีขึ้น และยังสามารถจัดการกับรอยชนิดหลุมที่ไม่ได้มีระดับความลึกมาก จึงนับว่าสามารถแก้ไขปัญหารอยแผลเป็นจากสิวได้ค่อนข้างครอบคลุม สามารถจัดการปัญหาได้ตรงลึกถึงต้นตอ และรักษาได้อย่างตรงจุด

การรักษารอยสิวด้วยพิโคชัวร์จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกหลังทำ ซึ่งจำนวนครั้งในการรักษาขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้ประเมินร่วมกับความพึงพอใจของคนไข้ (จำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่าเครื่องเลเซอร์รุ่นเก่าแน่นอน) นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก US FDA ว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวและใช้รักษาความผิดปกติของเม็ดสีในชั้นผิวได้จริง ดังนั้นใครที่อยากจัดการรอยสิวแบบเร่งด่วน แถมยังได้กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ผิวสุขภาพดีขึ้น วิธีนี้ใช้ได้ผลแน่นอนค่ะ